rewind 02

posted on 12 Dec 2007 14:38 by room2521

 
  REwind 02-- blogazine


  พบกันอีกครั้งครับ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง:REwind  จุลสารรายสะดวกร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
ฉบับที่สอง แปลงร่างจากกระดาษมาลงบลอก 
  อ่านสัมภาษณ์น้องพิช และมะเดี๋ยว รักแห่งสยาม
บทสัมภาษณ์เต็มๆ ที่ไม่เคยลงที่ไหนมาก่อน (เนื่องจากข้อจำกัดของหน้าหนังสือพิมพ์)
คุณพี่ปิ๊ก นักข่าวสาวคนเก่งประจำเครือเนชั่นจึงส่งบทสัมภาษณ์ที่คาดว่าจะถูกใจคนแถวนี้มาให้
  ขอบคุณพี่ปิ๊กอีกครั้งครับ 
  

 

 พบกับคอลัมน์อื่นๆ ในเอนทรีต่อไปได้ที่นี่ครับ
 ชาวร้านหนัง(สือ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ : การสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่สยามดิสคัฟเวอรี่
มีผู้ร่วมป้อนคำถามได้แก่ คุณวิทยา แสงอรุณ คอลัมนิสต์ จาก
Metro Life ผู้จัดการ 
นักข่าวจาก
The Nation และ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย

 

เรียบเรียงบทสัมภาษณ์โดย ทศพร กลิ่นหอม

 

 

 

 

 

พอเราบอกว่าเป็นหนังรัก เขาก็คิดว่ามันต้องเป็นชาย-หญิง พอไปดูแล้วมันไม่ใช่ เขาก็จะโกรธมาก รับไม่ได้ พาลด่า เพราะเขาคิดว่ามันต้องเท่านี้เท่านั้น เขายังก้าวข้ามผ่านกรอบบางอย่างไปไม่ได้ แต่เราก็ไม่แคร์ (ฉัน)จะทำ มีอะไรไหม(หัวเราะ)

 มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ วันที่ 28 พ.ย.50

 

 

ในวันที่กระแสหนัง รักแห่งสยาม ทำให้ผู้คนถกเถียง ดื่มด่ำ ตื้นตันและ(อาจจะมี)หวาดหวั่น

มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล สละเวลาอันยุ่งเหยิงมาตอบคำถามคาใจ ให้มิตรรักแฟน(เพลง)หนัง ได้รู้ที่มาที่ไปและความเห็นของเขาต่อความเห็นของผู้คนที่มีต่อหนังของเขา(งงไหม?)

คำถามจากเหล่าก๊วนเกย์

ขอออกตัวก่อนว่า จริงๆ พอหนังจบแล้วจะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหนังว่า หนังจบแล้วทำไมคนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  จะไม่ตอบ ใครคิดอะไรกับใคร(ในหนัง) เราว่ามันเป็นหน้าที่ของหนัง ตัวเราเอง เราก็มีคำตอบอยู่ในใจ แต่บางทีคำตอบของเรา อาจจะทำให้ความฝันของคุณพังทลายก็ได้ อยากให้คุณเก็บความทรงจำดีๆ ของคุณไปดีกว่า เราทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด

ทุกวันนี้จะโดนถามบ่อยมาก (ว่าตรงนั้นตรงนี้แปลว่าอะไร) บางคนก็แอบเมล์เข้ามาคุย ยังงงเลยว่า ได้อีเมล์เรามาจากไหนเนี่ย พอหมดจากหนังแล้ว พออยู่บ้าน บางทีจะไม่พูดไม่คุยเกี่ยวกับหนังเลย เวบบอร์ดบางทีก็ไม่เปิดดูด้วยซ้ำ  งานก็คืองาน จบแล้วกลับบ้าน เล่นกับแมว ดูทีวี ฟังเพลง คุย M(SN)ทะลึ่งกับคนอื่น อะไรประมาณนี้

ทำไมต้องตัดขาดขนาดนั้น

บางอย่างมันเป็นงานของเรา คิดดูสิ ปีหนึ่งเราอยู่กับงานชิ้นเดียว มันจะฝังในตัวเรา จนหายใจเข้าออกเป็นสิ่งนั้น พอถึงจุดหนึ่ง เราก็อยากจะทำอย่างอื่นไปเลย

อะไรที่ถูกถามมากที่สุดจากหนังเรื่องนี้

ถูกด่าก่อน ว่า คุณหลอกดาว(หัวเราะ) โดนไปเต็มๆ คือว่า จริงๆคุณที่จะตอบได้ดีต้องเป็นฝ่ายพีอาร์ แต่ครั้นจะโยนให้เขาฝ่ายเดียวก็เหมือนจะโบ๊ย เพราะงั้นมันก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันนะแหละ แต่เราก็ไม่ได้หลอกนะ ตัวเรารู้ว่าหนังเราไม่ได้เป็นหนังเกย์ เนื้อหนังทั้งหมด มันไม่ได้พูดประเด็นว่า เราเป็นเกย์กันเถอะ หรือว่าการเป็นเกย์ชีวิตมันเลวร้ายยังไง แต่มันพูดถึงชีวิตและความรัก มันพูดถึงมนุษย์ มันพูดถึงความเป็นคน มันกว้างใหญ่ เราไม่ได้หยิบเรื่องเกย์มาพูดอยู่แล้วล่ะ เพราะเราไม่ได้เห็นว่ามันเป็นสาระสำคัญของหนัง

แล้วมันก็มีบทเรียนว่า ถ้าเกิดคนรับรู้ตั้งแต่แรกว่ามันจะมีอะไรในหนังแบบนี้ หนังเราจะกลายเป็น niche หนังเฉพาะกลุ่มทันที ในทางการตลาดเขาก็ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ ในแง่ของคนขายหนัง

ถามว่า แล้วทำไมต้องหยิบวัยรุ่นใสๆขนาดนั้น(มาทำ) ก็เพราะเขาก็ต้องขายในสิ่งที่มันจะขายได้ เราไม่ได้ว่าพี่นก(สินจัย) หรือพี่กบ(ทรงสิทธิ์) ขายไม่ได้นะ แต่ว่าตอนนี้ตลาดต้องการความสดใหม่ และอีกหลายเหตุผลว่าเด็กกลุ่มนี้มีศักยภาพที่จะดึงคนดูไว้ได้ แต่เด็กกลุ่มนี้ก็ต้องการการโปรโมท เพื่อให้คนไปดูหนังแล้วรู้จักเขา เพราะพวกเขาหน้าใหม่ มาจากไหนก็ไม่รู้

 

ตอนเขียนบท มองไว้หรือเปล่าว่าจะมีปฏิกิริยากับหนังแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้

แรกๆ ไม่คิดนะ เพราะเราเขียนตามธรรมชาติ แบบเราไม่ได้ยึดติดแล้ว ว่าความรักเป็นของใคร ความรักมันเป็นแค่ชายหนุ่มกับหญิงสาวเท่านั้นเหรอ แต่รู้สึกว่ามันไปได้ไกลกว่านั้น เราอยากพูดถึงวิญญานสองดวง หรือสามสี่ดวง ที่มันถอดทุกอย่างไปหมดแล้ว มันขาดบางอย่าง แล้วมาบวกกันได้เท่านั้นเอง ในหนังก็มีหลายประเด็น

            ซึ่งเราเองอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปว่า homophobia มันได้เจือจางไปกับสังคมไทยแล้ว แต่ถึงวันนี้เราก็ได้รู้ว่า คนทั่วไปก็ยังรู้สึกว่า ความเป็นเกย์ ความเป็นตุ๊ด มันยังเป็นคนนอกอยู่ ยังมีความรักแบบพวกเขาไม่ได้ ตุ๊ดเกย์ในหนังยังเป็นตัวตลก เป็นตัวที่ต้องได้รับการลงทัณฑ์ในตอนจบ

            พอเราบอกว่าเป็นหนังรัก เขาก็คิดว่ามันต้องเป็นชาย-หญิง พอไปดูแล้วมันไม่ใช่ เขาก็จะโกรธมาก รับไม่ได้ พาลด่า เพราะเขาคิดว่ามันต้องเท่านี้เท่านั้น เขายังก้าวข้ามผ่านกรอบบางอย่างไปไม่ได้ แต่เราก็ไม่แคร์ (ฉัน)จะทำ มีอะไรไหม(หัวเราะ)

 

ค่ายหนังมองในแง่การตลาดยังไง วางตำแหน่งยังไงหลังจากมีหนัง เพื่อนกูรักมึงวะ ออกมาก่อน?

จริงๆ เราไม่รู้นะ ว่าเราจะได้ออกก่อนหรือออกหลัง แต่พอหนังเรื่องนั้นฉายและค่ายหนังเขาก็เจ็บตัวประมาณหนึ่ง (รายได้)ฉะนั้นถ้าหนังประกาศตัวว่าเป็นหนังเกย์ปุ๊บ พูดได้เลยว่ารายได้จะต้องหดหายไปเลย และทัศนคติต่อหนังเรื่องนี้จะเป็นลบไปก่อน ที่คนจะได้เข้าไปดู มันจะกันคนส่วนหนึ่งออกไปเลย ต่อให้ไม่มีหนังเรื่องนั้นออกมาก่อน ก็ต้องโดน

 

แสดงว่าเราไม่ได้หลอกลวงหรือล่อลวงคนไปดู

เราบอกได้เต็มปากว่าเราไม่ได้หลอก ตัวอย่างหนังหรือโปสเตอร์หนัง เราก็ปล่อยให้คนไปต่อยอดคิดจินตนาการเอง ก็อย่างที่บอก ความรู้สึกของคนที่คิดว่าโดนหลอกหรือล่อลวงเข้าไปดู ก็คือ คนที่คิดว่า เมื่อเป็นหนังรัก ต้องเป็นรักแบบผู้ชาย-ผู้หญิง เห็นเด็กผู้ชายผู้หญิงในโปสเตอร์ก็ไปคิดกันเอง อันนี้เราก็ไม่ได้โทษใคร ห้ามความรู้สึกว่าถูกหลอกไม่ได้ เพราะในชีวิตนี้มันก็มีหนังตั้งหลายเรื่อง ที่เราคาดหวัง แต่พอเข้าไปแล้วไม่ได้ดูสิ่งที่เราคาดหวัง แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า ถูกหลอกลวง ไปดูหนังแล้วมันเป็นหนังเกย์ ดูแล้วรู้สึกผิดบาป อย่างนั้นคุณก็ต้องสำรวจตัวเองแล้วล่ะ ว่ามีอะไรในใจคุณหรือเปล่า

 

คนอาจจะยอมรับเกย์ในสังคม แต่ถ้าจะเอามาพูดถึงในหนัง คนจะรู้สึกประดักประเดิดหรือเปล่า

พอหนังเรื่องนี้ออกไประยะหนึ่ง รู้ได้เลยนะว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับ คือพูดว่ายอมรับ แต่ความจริงไม่ อย่างเช่นเรื่องนี้เห็นชัดเจนเลย เราพูดถึงความรักของเด็กผู้ชายสองคน ที่ไม่ได้มีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้อง หรืออาจจะตีความไปก็ได้  เราไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ และมองว่าความรักมันผิดปกติ ยังคิดว่าอ้าวหนังรัก แล้วทำไมเป็นผู้ชายสองคนมารักกัน  เฮ้ยมันหนังเกย์ ซึ่งเราก็รู้สึกว่า ทำไมล่ะ เกย์มีความรักไม่ได้เหรอ จริงๆ คุณรับไม่ได้มากกว่า พูดได้เต็มปากเลยว่า(สังคม)ไม่ยอมรับ เพราะมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น

            แต่ว่าอย่างน้อยหนังเรื่องนี้ มันก็อาจจะหลอก คือทำให้คนที่ไม่คิดจะไปดู ได้เข้าไปดูมัน และทำให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จากที่อ่าน(เวบ)บอร์ด ว่าสังคมมันมีอย่างนี้อยู่จริง ปัญหาครอบครัวที่มันเกิด มันก็มีอยู่จริงๆ จะได้รับการแก้ไขอย่างไร  หรือเราจะหันมามองคนรอบข้างยังไง นั่นคือสิ่งที่เรารู้สึกดีกับมัน มากกว่าจะไปสนใจว่ามีใครมาด่าเรา

 

คนชอบก็เยอะนะ กระแสจากเวบบอร์ด

ก็รู้สึกดีนะ ดีใจที่ได้ทำหนังเรื่องนี้ อ่านความเห็นจากเวบบอร์ดบางความเห็น น้ำตาจะไหล นี่หนังเราหรือนี่ มันทำให้คนรู้สึกดีขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอ มันมีพลังเยียวยาขนาดนั้นหรือ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราดีใจยิ่งกว่าหนังได้ร้อยล้าน มันคือหน้าที่ที่สูงส่งของภาพยนตร์อันพึงกระทำได้ เราไม่คาดคิดเหมือนกันว่า หนังเราจะมีพลังขนาดนั้น แต่เมื่อมันทำได้ เราก็ดีใจมากๆ

หนังเรื่องต่อไปเราจะระวังมากขึ้นหรือเปล่า หลังจากเห็นเสียงตอบรับทั้งบวกและลบ

ในแง่โปรดักชั่นเราต้องพัฒนาต่อไปอยู่แล้วล่ะ ส่วนเนื้อหา ในแต่ละเรื่องที่ทำ เราก็พูดถึงประเด็นที่แตกต่างกันออกไปแหละ อย่างเรื่องต่อไปจะเป็นเรื่อง ‘14’ ภาคต่อของ ‘13 เกมสยองจะกลับไปเป็นหนังผู้ช้ายผู้ชายเหมือนเดิม คือหนังแต่ละเรื่องมันมีแนวคิดบางอย่าง มันโยนอะไรให้คนดู ดูแล้วจะสติแตกไปพักนึง หนังเราจะพูดในสิ่งที่คนไม่ค่อยพูดกัน อย่าง รักแห่งสยาม มันเป็นความรักแบบจริงจังนะ มันเป็นสัจธรรม มันเรียลลิสติกมาก พอคนไปดู มันจะสัมผัสถึงใจคนได้ ไม่ว่าจะเป็นเกย์ เป็นทอม เป็นตุ๊ด เป็นผู้หญิงผู้ชาย เราว่าความรักมันเป็นสิ่งสากล และหนังเรื่องนี้มันเป็นความรักที่ไม่เพ้อฝัน มันก็เลยโดนน่ะ

 

หนังมีส่วนไหนเป็นเรื่องตัวเอง ประสบการณ์ตัวเอง

ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่มันก็มีบ้าง ใครที่ได้ดูก็จะรู้สึกว่า ทำไมมันจริงอย่างนี้ล่ะ

 

มะเดี่ยวเป็นตัวละครไหน มิวหรือโต้ง?

เป็นสุนีมั้ง(หัวเราะ) แต่มันก็เป็นเท่าๆกันแหละฮะ เพียงแต่เรามีความทรงจำดีๆ ตอนเรียนมัธยม เราเล่นดนตรี มีวงดนตรีกับเพื่อนๆ ทุกครั้งเวลาถ่